วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ความประทับใจในการเ้ข้าค่ายพักแรม

ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าจะได้ไปเข้าค่ายที่ ต.ช.ด.34 มีความรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ไปคิดว่ามันต้องสนุกมากแน่ๆ วันที่ไป เดินจากโรงเรียนบ้านห้วยนึ่งไปที่ค่ายต.ช.ด.34 ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เหนื่อยมากๆไม่คิดว่ามันจะเหนื่อยขนาดนี้พอเดินถึงค่ายแทบเป็นลมเปิดมารับน้องโดนการคาญรอดรางแหลกแคบๆเจ็บเข่ามากๆ แต่ก็สนุกดีที่ได้เห็นสาวๆฮิ้วววว น่ารักทั้งนั้น วันแรกที่เข้าค่ายอาหารมื้อแรกคือ ข้าวกล่อง = =" ดีนะเค้าไม่ได้ให้ทำเอง พอกินข้าวเสร็จเค้าก็เรียกไปเปิดกองเเล้วก็ไปกางเต๊นนอน กางง่ายๆ เอาแค่นอนได้ก็พอเเล้ว 555 อาหารที่ทำเองมื้อแรกคือ หมูหมักทอดกระเทียม(หมูไหม้) แล้วก้ไปอาบน้ำ ที่ห้องน้ำเป็นบ่อรวม สนุกมากเล่นน้ำกันมันส์เลย ^^" พอแต่งตัวกินข้าวเสร็จ ประมาณ 1ทุ่มครึ่ง ครูฝึกก็เรียกเราไปฝึกตามฐานต่างๆ 7 ฐาน ชอบฐานผีมากที่สุด เพราะตลกผียาย 555 "ช่วยยายด้วย ยายจะได้ไปผูดไปเกิดเเล้ว" พวกผมยืนขำกันเพราะเสียงพี่ พอไปครบ 7 ฐานกว่าจะได้นอนก็ เที่ยงคืนกว่าๆ ครูเค้าปลูกตั้งเเต่ ตี 5 ครึ่ง ตื่นแทบไม่ทัน วันที่ 2 หนักกว่าเดิม ฝึกฐานทั้งวัน สนุกมากๆ เลยได้กระโดดหอด้วย 5555 ไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ชิว ชิว :D แต่เหนื่อยมาก พอตกเย็นเค้าให้เรา เล่นรอบกองไฟ แต่ละกองก้จะออกมาแสดง ละครสนุกดีนะ แล้วก็มีแข่งเต้น วันนั้นนอนเร็วมากใครเข้าเต้นช้าเจอทำโทดผมเจอด้วยละ
ดีนะครูเค้าไม่ว่าไรเเล้วก้ปล่อยไปนอน วันนั้นตอนเช้าตื่นสาย แต่งตัวไม่ทัน เลยต้องใส่บล็อกเซอรืมาตัวเดียว สั้นมาก = =" ผู้หญิงมองกันเต็มเลย ตอนไปออกกำลังกายครูเค้าให้ถอดเสื้อด้วย ไม่ไหวจิงๆ = ="
ข้างหลังมีแต่ผู้หญิงอายมากๆ เหลือแต่บล็อกตัวเดียวสีชมพู อายมาก แล้ววันนั้นเค้าก็ปิดกองกัน
# เป็นการเข้าค่ายที่สนุกมากเเล้วจะไม่มีวันลืมมันเเน่นอน ^^ ครูฝึกก็ไม่โหดน่ะถ้าเราทำดี
   ( อยากไปอีก )  รูปตอนที่ไปเข้าค่ายชอบรูปนี้ที่สุดดดด ^^" ผมว่ามันเท่ดี

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เพลง เข้าใจแต่ทำไม่ได้ MIND Feat. ตูน

โครงงานบูรณาการเรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก(กลุ่มภาษาไทย)


บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
            เมี่ยงคำเมืองตากเป็นอาหารชื่อดังของจังหวัดตากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของจังหวัดตาก  เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว เมืองตาก  แต่ปัจจุบันมีการทำเมี่ยงคำน้อยลง  ซึ่งส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจตกต่ำลง  เราจึงคิดทำโครงงานนี้ต่อยอดจากปีที่แล้วที่ทำโครงงาน “ข้าวแคบทิพย์จ้าดลำซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของเมี่ยงคำ เราสามารถนำความรู้เดิมมาใช้กับโครงงานครั้งนี้ขึ้นมา
จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
            1.เพื่อให้รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
            2.เพื่อให้รู้เรื่องที่มาและความสำคัญของเมี่ยงคำเมืองตาก
            3.นำความรู้ที่ได้มาจัดทำโครงงาน

ขอบเขตด้านเนื้อหา
            สามารถหาความรู้ได้ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ และตามชุมชนที่ยังทำเมี่ยงคำขายอยู่
ขอบเขตด้านประชากร
            ค้นคว้าข้อมูลโดยศึกษาหาความรู้จากคนที่อยู่ในอำเภอเมืองตาก
ประโยชน์ที่ได้รับ
            1.ได้รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
            2.อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเมืองตาก
            3.สามารถทำแผ่นพับและคำประพันธ์

บทที่ 3
วิธีการดำเนินการ
ลำดับที่
กิจกรรมที่ปฏิบัติ
ระยะเวลา
ผู้รับผิดชอบ
1
คิดชื่อโครงงาน
1 วัน
วรายุทธ
2
ประชุมแบ่งงาน
3 วัน
สรัล
3
รวบรวมข้อมูล
1 สัปดาห์
อภิญญา
4
ทำรูปเล่ม
2 สัปดาห์
ประภัสรา
5
ทำแผ่นโครงงาน
1 สัปดาห์
พิมพ์วิภา
6
ตรวจความถูกต้องและส่งงาน
20 นาที
พิมพ์วิภา
            โครงงานเรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนรู้จักและเข้าใจเรื่องการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
ซึ่งมีวิธีการดำเนินการดังนี้
ขั้นตอนการดำเนินการ
            1.คิดชื่อโครงงานและประชุมแบ่งงาน
            2.รวบรวมข้อมูล
            3.ทำรูปเล่มและแผ่นโครงงาน
            4.ตรวจความถูกต้องและส่งงาน
แผนปฏิบัติงาน
ระยะเวลาดำเนินการ   
            เดือนพฤศจิกายน
ธันวาคม พ.ศ. 2555
งบประมาณ                             500 บาท
ผลที่คาดว่าจะได้รับ                 ทราบประวัติและความสำคัญของเมี่ยงคำเมืองตาก
บทที่ 5
อภิปรายผล  สรุปและข้อเสนอแนะ
            โครงงานเรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนรู้จักและเข้าใจในเรื่องการทำเมี่ยงคำเมืองตาก  ซึ่งสามารถสรุปผล  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะการดำเนินโครงงาน  ดังนี้
อภิปรายผล


                                                                 กลอนเมี่ยงคำเมี่ยงตาก
เมี่ยงคำจังหวัดตาก
มีหลายหลากวัตถุดิบ
ประโยชน์ได้เป็นสิบ
ห่อและหยิบทำจนชิน
ข้าวแคบใบชะพลู
คนช่างรู้เอามากิน
ข้าวตังคนกวิล
หอมได้กลิ่นของกระเทียม
เชิญมาจังหวัดตาก
ซื้อของฝากรสชาติเยี่ยม
มีคุณภาพเยี่ยม
เงินที่เตรียมซื้อได้เลย


วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไม้3อย่างประโยชน์4อย่าง

ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ต้นนํ้าลำธารเสื่อมโทรม ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ให้คืนกลับสู่สภาพธรรมชาติด้วยแนวทางผสมผสาน โดยการปลูกไม้ทดแทนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพราษฎร
ด้วยการวางแผนร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อม
การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน
พระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผล
ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนอันเป็นทฤษฎีการปลูกต้นไม้ลงในใจคน โดยการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนให้ปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
และในการฟื้นฟูพื้นที่ต้นนํ้าตามแนวพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เพื่อศึกษาหารูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นนํ้าลำธารนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริ แนวทางในการปลูกไม้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนํ้าว่า การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ หรือ ไม้ผล
ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืน ซึ่งจะให้ประโยชน์ 4 ประการ คือ ได้ใช้สอยและเศรษฐกิจ ไม้ฟืน ไม้กินได้ และประการสุดท้าย คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นนํ้าลำธารด้วย
ประเภทไม้ 3 อย่างที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยู่แล้ว ไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เป็นและที่รู้จักของราษฎรในท้องถิ่นอย่างดี พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกไม้ป่าดังกล่าว ควรเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นบริเวณป่าเพื่อการพึ่งพิงของราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน วิธีการปลูกก็ให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ โดยไม่จับต้นไม้เข้าแถว ซึ่งการปลูกเสริมตามลักษณะธรรมชาตินี้ เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ โดยจะไม่มี

ไม้ 3 อย่าง

ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ
1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์

เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้าเพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น
2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ
จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น
ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา
เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ
ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่
3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ
ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน
ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย
ประโยชน์ 4 ประการ
ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ
1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบ
ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น
2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ
3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร

แหล่งที่มา   https://sites.google.com/site/banrainarao/knowledge/tree_bank  

คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ต


บัญญัติ 10 ประการ

ต่อไปนี้เป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทแห่งการปฏิบัติเพื่อระลึกและเตือนความจำเสมอ 

1.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายหรือละเมิดผู้อื่น

 2.ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น

 3.ต้องไม่สอดแนมหรือแก้ไขเปิดดูในแฟ้มของผู้อื่น

 4.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร

 5.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ 

6.ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์ 

7.ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์

8.ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน 

9.ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำ

10.ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ  กติกามารยาท 



แหล่งที่หา  http://www.bkk1.in.th/Topic.aspx?TopicID=19470

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เพลง กด love -So Cool

โลกไร้พรมแดน

โลกไร้พรมเเดน
โลกไร้พรมแดนคือโลกแห่งการติดต่อสื่อสาร เพื่อพบปะเพื่อนฝูง เครือญาติ
เพื่อน หรือไร้ตัวตนของคนที่เราติดต่อสื่อสาร เป็นนิยามของคำว่าติดต่อกันเพื่อ
มิตรภาพที่ไร้พรมแดนทั่วโลก ไม่เลือกเชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา เพศ อายุ และ
การศึกษา อยู่ที่ไหนก็ติดต่อกันได้ หากเรารู้จักกัน จากเพื่อนของเพื่อน รวดเร็ว
ฉับไว ทันต่อข่าวสารทั้งในประเทศและนอกประเทศ
โลกไร้พรมแดนสำหรับผมมันคือ...
เป็นโลกที่เราจะสื่อสารกับใครก็ได้ไม่มีกำหนดสัญชาติประเทศ
สามารถคุยกับเพื่อนที่อยู่ที่ต่างๆต้องคุณได้อยากอิสระเเละไม่มีขีดจำกัดของอายุ

แหล่งที่มา  http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=59dfab1c3a104b44